เรื่องของสุขภาพ ถือว่าเป็นเรื่องสำคัญมาก ๆ ที่ทุกคนจำเป็นที่จะต้องให้ความสำคัญ และใส่ใจกับเรื่องนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของการเข้ารับการตรวจสุขภาพ เนื่องจากว่าการตรวจสุขภาพเป็นสิ่งที่ทำให้ได้มีการค้นหาโรคที่ซ่อนอยู่ในตัว และเป็นการช่วยค้นหาอาการความผิดปกติบางอย่างที่อาจจะเกิดขึ้นได้ รวมถึงยังเป็นการช่วยค้นหาพฤติกรรมเสี่ยง หรือปัจจัยที่อาจจะส่งผลให้เกิดโรคต่าง ๆ ตามมาได้ เมื่อได้ทราบแล้วก็จะช่วยให้สามารถรักษา หรือว่าป้องกันได้ แต่อย่างไรก็ตาม ก่อนที่จะตรวจสุขภาพก็มีเรื่องที่ต้องรู้เอาไว้ด้วย แล้วเรื่องที่ต้องรู้มีอะไรบ้าง มาดูกัน

สิ่งที่ควรรู้ ก่อนการเข้ารับการตรวจสุขภาพ

1. ควรเลือกตรวจสุขภาพให้เหมาะสมกับตัวเอง 

การตรวจสุขภาพในแต่ละวัยนั้นมีการตรวจในเรื่องที่แตกต่างกันออกไป และมีวิธีการตรวจที่ไม่เหมือนกัน ในวัยเด็กจะเป็นช่วงวัยที่เน้นไปในเรื่องของการฉีดวัคซีนเพื่อการป้องกันโรค และจะมีการตรวจในเรื่องของพัฒนาการ และการเจริญเติบโต ส่วนในวัยรุ่น ก็จะมีการตรวจที่เฉพาะทางมากขึ้น เช่น การตรวจภายใน การตรวจสุขภาพของหัวใจ และเมื่อถึงช่วงวัยสูงอายุ ก็จะต้องมีการตรวจเน้นไปที่เรื่องของความเสื่อมต่าง ๆ 

2. การตรวจสุขภาพไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปี

เชื่อเถอะว่ามีผู้คนจำนวนไม่น้อยแน่นอนที่คิดว่าการตรวจสุขภาพจำเป็นที่จะต้องทำอย่างสม่ำเสมอทุกปี แต่ในความเป็นจริงแล้วการตรวจสุขภาพไม่จำเป็นต้องตรวจทุกปีก็ได้ แค่จำเป็นจะต้องมีการตรวจให้ได้ตามระยะ และตามความจำเป็นของแต่ละคน ซึ่งจะขึ้นอยู่กับบุคคล เพศ อายุ รวมถึงความเสี่ยงที่จะเป็นโรคขึ้นมานั่นเอง

3. ควรให้ข้อมูลอย่างละเอียดกับแพทย์เพื่อตรวจสุขภาพ

การตรวจสุขภาพที่ดีไม่ใช่การตรวจค้นหาโรคจากทางห้องแล็ป หรือว่าเน้นไปที่เรื่องของการรักษาเท่านั้น ความจริงแล้วการตรวจสุขภาพควรเน้นไปที่เรื่องของการพูดคุย และให้ความสำคัญกับเรื่องของข้อมูลมาก ๆ โดยแพทย์จะต้องมีการซักประวัติเพื่อใช้ในการค้นหาความเสี่ยงที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งแนะนำว่าหากแพทย์ถามอะไรก็ควรบอกไปตามความจริง และบอกรายละเอียดให้ครบถ้วน นั่นก็เพื่อช่วยให้ง่ายต่อแพทย์ในการวินิจฉัย และนอกจากนั้นแล้วผู้ที่ตรวจสุขภาพเองก็จำเป็นที่จะต้องทำตามคำแนะนำของแพทย์ด้วยนั่นเอง

ทั้งหมดนี้ก็เป็นสิ่งที่อยากให้ได้รู้กันเอาไว้ก่อนการไปตรวจสุขภาพ โดยหากว่าใครยังไม่เคยเข้ารับการตรวจสุขภาพเลย ก็แนะนำว่าควรจะทำการตรวจดูบ้าง เพราะอาจจะทำให้เจอกับปัจจัยเสี่ยงบางอย่างที่อาจจะทำให้เกิดโรคได้ ซึ่งหากว่าหาเจอก็จะช่วยให้แพทย์สามารถทำการรักษาได้ทันท่วงที

Explore More

ทำไมไคโรแพรคติกจึงเป็นวิธีการรักษาที่มีความเสี่ยงต่ำกว่าที่คุณคิด

การรักษาแบบไคโรแพรคติก

ไคโรแพรคติก (Chiropractic) เป็นศาสตร์การรักษาทางเลือกที่มุ่งเน้นการดูแลระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะความสัมพันธ์ระหว่างกระดูกสันหลังและระบบประสาท หลายคนอาจมีความกังวลเกี่ยวกับความปลอดภัยของการรักษาด้วยวิธีนี้ เนื่องจากภาพจำของการ “ดัดกระดูก” ที่ดูน่ากลัว แต่ความจริงแล้ว ไคโรแพรคติกเป็นวิธีการรักษาที่มีความเสี่ยงต่ำมากเมื่อดำเนินการโดยผู้เชี่ยวชาญที่ได้รับการฝึกอบรมอย่างเหมาะสม บทความนี้จะอธิบายเหตุผลว่าทำไมไคโรแพรคติกจึงเป็นทางเลือกการรักษาที่ปลอดภัยกว่าที่หลายคนเข้าใจ ความปลอดภัยเทียบกับการรักษาแบบดั้งเดิม การรักษาแบบไคโรแพรคติกมีความเสี่ยงต่ำกว่าการรักษาแบบดั้งเดิมหลายวิธี โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับการผ่าตัดหรือการใช้ยาแก้ปวดระยะยาว การผ่าตัดมักมาพร้อมกับความเสี่ยงจากการดมยาสลบ การติดเชื้อ และระยะเวลาการฟื้นตัวที่ยาวนาน ในขณะที่การใช้ยาแก้ปวดต่อเนื่องอาจนำไปสู่ผลข้างเคียงร้ายแรง เช่น ปัญหาตับ ไต หรือแม้แต่การเสพติด โดยเฉพาะยากลุ่มโอปิออยด์ ไคโรแพรคติกเป็นวิธีการรักษาแบบไม่ใช้ยาและไม่ผ่าตัด จึงหลีกเลี่ยงความเสี่ยงเหล่านี้ได้ทั้งหมด สถิติแสดงให้เห็นว่าผู้ป่วยที่เลือกการรักษาด้วยไคโรแพรคติกมีอัตราการเข้ารับการผ่าตัดกระดูกสันหลังลดลงถึง 60% เมื่อเทียบกับผู้ที่เลือกการรักษาแบบดั้งเดิมเพียงอย่างเดียว การฝึกอบรมและใบอนุญาตของนักไคโรแพรคติก หนึ่งในเหตุผลสำคัญที่ทำให้ไคโรแพรคติกมีความเสี่ยงต่ำคือมาตรฐานการศึกษาและการฝึกอบรมที่เข้มงวดของนักไคโรแพรคติก

ความเหมือนและความต่างระหว่างไคโรแพรคติกกับการแพทย์แผนจีน

แพทย์ทางเลือก

ในโลกของการแพทย์ทางเลือก ไคโรแพรคติกและการแพทย์แผนจีนต่างเป็นศาสตร์การบำบัดรักษาที่มีประวัติความเป็นมายาวนาน ทั้งสองศาสตร์มุ่งเน้นการดูแลสุขภาพแบบองค์รวมโดยไม่พึ่งพายาแผนปัจจุบันเป็นหลัก แม้จะมีจุดมุ่งหมายคล้ายคลึงกันในการเยียวยาร่างกายและจิตใจของผู้ป่วย แต่ทั้งสองศาสตร์ก็มีหลักการ วิธีการ และแนวคิดพื้นฐานที่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ บทความนี้จะพาท่านไปสำรวจความเหมือนและความแตกต่างระหว่างไคโรแพรคติกและการแพทย์แผนจีน เพื่อให้เข้าใจถึงข้อดีและลักษณะเฉพาะของแต่ละศาสตร์ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น หลักการพื้นฐานและปรัชญาการรักษา ไคโรแพรคติกมีรากฐานมาจากแนวคิดที่ว่าร่างกายมีความสามารถในการเยียวยาตัวเองโดยธรรมชาติ โดยมุ่งเน้นที่ความสัมพันธ์ระหว่างกระดูกสันหลังกับระบบประสาท ผู้เชี่ยวชาญด้านไคโรแพรคติกเชื่อว่าการจัดกระดูกสันหลังให้อยู่ในตำแหน่งที่ถูกต้องจะช่วยให้ระบบประสาททำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ร่างกายสามารถเยียวยาตัวเองได้ดีขึ้น หลักการนี้เรียกว่า “Subluxation” หรือภาวะที่กระดูกสันหลังเคลื่อนออกจากตำแหน่งปกติเล็กน้อย ซึ่งส่งผลกระทบต่อระบบประสาทและการทำงานของอวัยวะต่างๆ ในร่างกาย ในขณะที่การแพทย์แผนจีนตั้งอยู่บนพื้นฐานของแนวคิดเรื่องพลังชี่ (Qi) ซึ่งเป็นพลังงานที่ไหลเวียนในร่างกายผ่านเส้นลมปราณ (Meridians) การแพทย์แผนจีนมองว่าความเจ็บป่วยเกิดจากความไม่สมดุลของพลังชี่ หยิน-หยาง และธาตุทั้งห้า (ไม้ ไฟ ดิน โลหะ

โรคเอชไอวีมีอาการแบบไหนและป้องกันไม่ให้เกิดได้อย่างไร

HIV infection

ในปัจจุบันนี้ต้องบอกเลยว่าโรคเอชไอวีนั้นก็เป็นเรื่องหนึ่งที่ต้องให้ความสำคัญมากๆเลยเพราะว่าในเรื่องของโรคนี้นั้นเราจะมองข้ามไปไม่ได้เลยเพราะว่าโรคเอชไอวีนั้นส่วนมากจะเกิดขึ้นได้ง่ายๆและไม่มีใครรู้เลยว่าเราเป็นเอชไอวีหรือเปล่าเพราะโรคนี้จะต้องตรวจเลือดถึงจะรู้ว่าตัวเองมีโรคอะไรไหมด้วยนั้นเอง เอชไอวีนั้นคือเชื้อไวรัสชนิดหนึ่งที่เมื่อเข้าสู่ร่างกายแล้ว จะเข้าไปทำลายเซลล์เม็ดเลือดขาว ส่งผลให้ระบบภูมิคุ้มกันบกพร่อง เชื้อเอสไอวีนั้นก็จะเป็นเชื้อที่เราเองก็ควรที่จะต้องระมัดระวังตัวเองเพราะว่าถ้าหากเกิดเป็นขึ้นมาแล้วก็อาจจะทำให้เราจะต้องทานยาไปตลอดด้วยนั้นเอง คนที่เป็นเอชไอวีนั้นเริ่มแรกก็อาจจะไม่รู้เพราะไม่มีอาการอะไรแต่จะมารู้ก็ตอนที่เกิดเม็ดขึ้นตามตัวแล้ว อันนี้จึงเป็นเรื่องที่เราเองก็ควรที่จะต้องอย่าละเลยแล้วก็ให้ความสนใจมากๆด้วยเพราะถ้าเกิดเชื้อรามไปจนระยะท้ายๆก็อาจจะไม่สามารถที่จะรักษาได้ด้วยเพราะรักษาไม่ทันแล้ว นอกจากนี้การมีเพศสัมพันธ์โดยไม่สวมถุงยางอนามัย โดยเฉพาะคนที่เปลี่ยนคู่นอนบ่อยๆอันนี้มีความเสี่ยงสูงอย่างมากเพราะว่าเอชไอวีนั้นก็จะสามารถที่จะติดต่อได้ทางเพศสัมพันธ์เพราะสิ่งที่ออกมาจากร่างกายของอีกคนจากการมีเพศสัมพันธ์นั้นก็จะเป็นของเหลวและเป็นสารคัดหลั่งที่ออกมาจากคนๆนั้นและเมื่อมีเชื้อเอชไอวีอยู่ก็จะสามารถส่งต่อเชื้อได้อย่างง่ายๆเลย การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือการสักที่ใช้เข็มเดียวกันในตอนนี้เราจึงควรที่จะต้องระวังให้มากที่สุด ถ้าหากเราไปร้านไหนแล้วเห็นว่าใช้เข็มฉีดยาร่วมกันนั้นเราก็ควรที่จะต้องปฏิเสธการทำสิ่งต่างๆเลยที่ใช้เข็มอันเก่า เพราะเราไม่รู้หรอกว่าเค้าจะติดเชื้อเอชไอวีมาหรือเปล่าและหากเรายิ่งได้ให้ความสนใจแล้วก็จะทำให้เราเองก็ไม่เสียงกับการมีโรคอีกด้วย จริงๆแล้วในตอนนี้เอชไอวีก็จะมีการรักษาด้วยการทานยาแล้วแต่ก็อาจจะต้องทานเป็นประจำเพื่อไม่ให้เชื้อนั้นแพร่กระจายได้อีกด้วย ดังนั้นเราจึงควรที่จะต้องให้ความสนใจกันอย่างที่สุดด้วยจะยิ่งดีอย่างน้อยในเรื่องของเอชไอวีนั้นเราก็ควรที่จะต้องระวังและทำการรักษาให้ไวที่สุดจะส่งผลที่ดีกับเราเองอย่างที่สุดเลย แต่ถ้าเรามีทางที่จะป้องกันไม่ให้เกิดเอชไอวีตั้งแต่แรกได้นั้นก็จะเป็นเรื่องที่ดีอย่างที่สุดเลย