กระดูกหักถือเป็นอีกหนึ่งอุบัติเหตุที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ไม่ว่าจะเป็นเพศหรือวัยไหนก็ตาม ล้วนกระดูกหักได้ทั้งสิ้น ทั้งนี้การเกิดอุบัติเหตุที่ก่อให้ส่งผลกระทบต่อกระดูกไปจนถึงกระดูกหักได้นั้น จะต้องกระทบกระเทือนอย่างรุนแรงเลยทีเดียว ทั้งนี้เมื่อกระดูกหักสิ่งแรกที่เราควรทำ คือ การไปหาหมอเพื่อเข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน จะก่อให้เกิดอันตรายมากขึ้นกว่าเดิมได้เลยทีเดียว

ไขข้อสงสัย ทำไมกระดูกหักจึงต้องรีบรักษา

กระดูกหักจะถือเป็นอีกหนึ่งภาวะที่ไม่มีความเสี่ยงถึงขั้นอันตรายถึงชีวิต แต่ถ้าหากไม่ได้เข้ารับการรักษาอย่างทันท่วงที อาจจะก่อให้เกิดความเสี่ยงความพิการถาวรได้เลยทีเดียว แต่หากเราเข้ารับการรักษาอย่างรวดเร็ว จะช่วยให้กระดูกกลับมาต่อติดกันได้ และมีความแข็งแรงเหมือนเดิม ผู้ป่วยจะสามารถกลับมาเคลื่อนไหวได้อย่างปกติ แต่การรักษาจะขึ้นอยู่กับร่างกายของผู้ป่วย และจะขึ้นอยู่กับดุลยพินิจของแพทย์ด้วยเช่นกัน

หากปล่อยให้กระดูกหักโดยไม่รักษา จะทำให้อาการแย่ลงได้

กระดูกหักจะเป็นภาวะที่มีการแตกหรือหักของกระดูก ซึ่งบริเวณที่หักของกระดูกจะแตกเป็นรอย หรืออาจจะแตกหลายชิ้น ซึ่งในส่วนนี้จะขึ้นอยู่กับความรุนแรงของอุบัติเหตุ ซึ่งเมื่อกระดูกหักแล้ว ผู้ป่วยจะไม่สามารถขยับหรือเคลื่อนไหวร่างกายได้ตามปกติ ส่วนใหญ่แล้วจะเกิดจากสาเหตุการลื่นล้ม หรือได้รับการกระแทกอย่างรุนแรงจากการเคลื่อนไหว ยิ่งหากเป็นผู้สูงอายุด้วยแล้ว จะต้องระวังอย่างให้หกล้ม หรือเกิดอุบัติเหตุเลยทีเดียว เพราะกระดูกจะแตกหักง่ายกว่าปกติ และอาจจะก่อให้เกิดอาการแทรกซ้อนได้นั่นเอง

วิธีปฐมพยาบาลเบื้องต้นเมื่อกระดูกหัก

สำหรับใครที่เกิดอุบัติเหตุลื่นหกล้ม เกิดการกระแทกอย่างรุนแรง หรือตกจากที่สูงจนทำให้กระดูกหัก ก่อนจะนำตัวส่งโรงพยาบาลควรปฐมพยาบาลเบื้องต้นเสียก่อน เพื่อเป็นตัวช่วยบรรเทาอาการเจ็บปวดได้เป็นอย่างดี

  • ไม่เคลื่อนย้ายผู้ป่วยด้วยตนเอง หากในกรณีที่สงสัยว่ากระดูกหลัง สะโพก หรือขาหัก
  • หากจำเป็นต้องถอดเสื้อผ้าออก ไม่ควรขยับตัวผู้ป่วยเยอะ ๆ ควรเลือกใช้วิธีตัดตามตะเข็บ
  • หากมีเลือดออกให้ใช้วิธีกดแผลเพื่อห้ามเลือดเอาไว้
  • ให้รีบนำตัวส่งโรงพยาบาลในทันที เพื่อเข้ารับการรักษาโดยด่วน

เมื่อกระดูกหัก หรือมีความสงสัยว่ากระดูกหัก ควรรีบเข้าพบแพทย์ในทันทีเพื่อตรวจร่างกายให้ดีที่สุด เพราะหากเราไม่เข้ารับการรักษา อาจจะก่อให้เกิดอันตรายได้มากขึ้นกว่าเดิม และถึงแม้ว่ากระดูกจะกลับมาต่อกันเหมือนเดิมแล้ว เรายังควรระวังในการใช้ชีวิตประจำวันอย่างเคร่งครัด เพื่อป้องกันไม่ให้กระดูกหักซ้ำได้ เพราะกว่าการที่กระดูกจะกลับมาต่อกันได้ และมีความแข็งแรงเหมือนเดิม จะต้องใช้ระยะเวลาในการรักษาค่อนข้างนอก เพื่อป้องกันการเกิดเหตุซ้ำ จะต้องระมัดระวังให้มากที่สุด

Explore More

โรคเบาหวานมีอาการเป็นอย่างไรบ้าง

Diabetes

ในปัจจุบันนี้เรื่องของโรคเบาหวานนั้นต้องบอกเลยว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างมากที่สุดที่เราเองก็ควรที่จะต้องให้ความสนใจกันอย่างมากมายด้วยจึงจะยิ่งดีเพราะว่าในเรื่องของโรคเบาหวานนั้นก็จะช่วยทำให้เราอาจจะเกิดอาการต่างๆมากมายเลยแต่ทั้งนี้หากเราได้รู้จักที่จะระมัดระวังแล้วนั้นก็จะส่งผลที่ดีให้กับตัวเราเองอย่างยิ่งด้วย และในเรื่องของการเป็นเบาหวานนั้นต้องบอกเลยว่าเกิดจากความผิดปกติของการทำงานของฮอร์โมนที่ชื่อว่าอินสุลินซึ่งร่างกายจำเป็นต้องมีอินสุลินเพื่อที่จะได้นำน้ำตาลในกระแสเลือดไปเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกายโดยเฉพาะในส่วนของสมองและกล้ามเนื้อในภาวะที่อินสุลินมีความผิดปกติทำให้มีปริมาณน้ำตาลในกระแสเลือดมากกว่าปกตินั้นเอง สาเหตุที่ทำให้เกิดโรคเบาหวานนั้นก็จะมีหลายสาเหตุด้วยกันไม่ว่าจะเป็นกรรมพันธุ์ หรือการทานของที่มีความหวานมากจนเกินไปอันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราเองก็ควรที่จะต้องให้ความสนใจมากๆด้วยอย่างน้อยหากเราได้รู้จักที่จะใส่ใจในตรงนี้แล้วนั้นก็จะช่วยทำให้เรายิ่งได้มีการรักษาอย่างทันเวลาและมีการรักษาที่ถูกวิธีอีกด้วย การเป็นโรคเบาหวานนั้นเราจะต้องควบคุมน้ำตาลในอาหารและควบคุมปริมาณน้ำตาลในการเลือกทานอาหารด้วยเพราะสิ่งเหล่านี้นั้นก็จัดว่าเป็นเรื่องที่เราจะมองข้ามไปไม่ได้เลยเพราะยิ่งหากเรามองข้ามไปแล้วอาจจะทำให้เรานั้นไม่มีความสุขในชีวิตได้เลย โรคเบาหวานนั้นก็มีอยู่หลายชนิดด้วยกันไม่ว่าจะเป็นเบาหวานชนิดที่หนึ่ง เกิดจากภูมิคุ้มกันในร่างกายทำลายเซลล์ของการสร้างอินซูลินทำให้เกิดภาวะขาดอินสุลินอย่างมาก ส่วนเบาหวานชนิดที่สองนั้นเกิดจากการลดลงของการสร้างอินสุลินร่วมกับภาวะดื้ออินสุลินมาจากกรรมพันธุ์ เบาหวานชนิดพิเศษอันนี้ก็เป็นสาเหตุของโรคเบาหวานที่เกิดจากความผิดปกติของตับอ่อนหรือเป็นโรคที่เกี่ยวกับการผิดปกติของอินสุลินมาตั้งแต่กำเนิดด้วยและสุดท้ายการเป็นเบาหวานระหว่างการตั้งครรภ์ซึ่งเบาหวานชนิดนี้เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์และสามารถที่จะหายได้หลังจากการคลอดบุตรแล้วแต่ถ้าหากเราไม่ควบคุมน้ำตาลก็สามารถเกิดโรคเบาหวานขึ้นมาอีกได้เช่นกัน เรื่องนี้จึงเป็นเรื่องหนึ่งที่สำคัญกับเราเองอย่างมากมายด้วยดังนั้นหากเรารู้จักที่จะให้ความสนใจกับเรื่องของการเป็นโรคเบาหวานและรู้จักที่จะดูแลรักษาตัวเองแล้วนั้นก็จะช่วยทำให้เรายิ่งมีความสุขมากยิ่งขึ้นด้วย เรื่องของโรคเบาหวานนั้นจึงจัดว่าเป็นเรื่องที่ดีต่อเราเองอย่างมากเลยหากเรามีความรู้เอาไว้ก็จะช่วยทำให้เราไม่ต้องเกิดความกังวลใจด้วยนั้นเอง

ทำไมการนั่งนานถึงทำให้ปวดหลัง – และไคโรแพรคติกช่วยได้อย่างไร

การนั่งนานทำร้ายหลัง

อาการปวดหลังเป็นปัญหาสุขภาพที่พบได้บ่อยอย่างยิ่งในกลุ่มวัยทำงาน โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ต้องนั่งทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน ซึ่งอาการปวดนี้ไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เพราะหากละเลยอาจนำไปสู่ปัญหาสุขภาพกระดูกสันหลังที่รุนแรงและเรื้อรังได้ บทความนี้จะเจาะลึกถึงสาเหตุที่การนั่งนานส่งผลกระทบต่อหลังของเรา และแนะนำทางเลือกในการรักษาด้วยศาสตร์ไคโรแพรคติก (Chiropractic) ที่กำลังได้รับความนิยม ต้นตอของปัญหา: การนั่งนานทำร้ายหลังได้อย่างไร? มนุษย์ถูกออกแบบมาให้เคลื่อนไหว ไม่ใช่ให้นั่งนิ่งอยู่กับที่เป็นเวลานาน เมื่อเรานั่ง ร่างกายของเราจะอยู่ในท่าที่ต่างไปจากการยืนหรือเดินอย่างสิ้นเชิง แรงกดที่กระดูกสันหลังส่วนล่าง (Lumbar Spine) จะเพิ่มสูงขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากเรานั่งในท่าทางที่ไม่ถูกต้อง 1. แรงกดที่หมอนรองกระดูก (Disc Compression) ขณะที่เรานั่ง แรงกดจะตกอยู่บนหมอนรองกระดูกสันหลัง (Intervertebral Discs) ซึ่งทำหน้าที่เป็นเหมือนโช้คอัพตามธรรมชาติของร่างกาย การนั่งงอตัวไปข้างหน้าหรือนั่งหลังค่อมจะทำให้แรงกดนี้เพิ่มขึ้นอย่างมหาศาล ซึ่งอาจนำไปสู่ภาวะหมอนรองกระดูกปลิ้นหรือแตก

แพทย์แผนปัจจุบัน vs. นักไคโรแพรกติก: ความแตกต่างในการดูแลสุขภาพ

การดูแลสุขภาพ

เมื่อคุณมีอาการปวดหรือต้องการดูแลสุขภาพ มีทางเลือกในการรักษาที่หลากหลาย แต่สองศาสตร์ที่มักถูกนำมาเปรียบเทียบและสร้างความสับสนคือ แพทย์แผนปัจจุบัน (Medical Doctors – MDs) และ นักไคโรแพรกติก (Chiropractors – DCs) ทั้งสองต่างก็เป็นผู้เชี่ยวชาญด้านสุขภาพที่มีเป้าหมายร่วมกันคือการช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น แต่มีแนวทาง ปรัชญาการรักษา และขอบเขตการปฏิบัติงานที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน การทำความเข้าใจความแตกต่างเหล่านี้จะช่วยให้คุณสามารถเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับอาการและความเชื่อของคุณที่สุด 1. ปรัชญาและแนวทางการรักษา ความแตกต่างพื้นฐานที่สุดระหว่างสองอาชีพนี้คือปรัชญาการดูแลสุขภาพ: แพทย์แผนปัจจุบัน (Medical Doctors – MDs) นักไคโรแพรกติก (Chiropractors – DCs)