ทุกคนรู้จักค่าความดันโลหิตต่ำ และความดันโลหิตสูงหรือไม่ บางคนอาจจะมองว่าความดันโลหิตต่ำยังดีกว่าความดันโลหิตสูง แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะมีความดันโลหิตต่ำหรือสูง ก็ต่างมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่น ๆ แทรกซ้อนได้เช่นเดียวกัน ที่จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพตามมาได้อย่างมากมาย แต่ในวันนี้จะมาพูดถึงความดันโลหิตสูง ที่จะมีอาการอย่างไรและมีวิธีการดูแลตัวเองหากเป็นความดันโลหิตสูงอย่างไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย

ความดันโลหิตสูงคืออะไร และมีลักษณะอย่างไร

โดยปกติแล้วค่าของความดันโลหิตจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 120/80 มิลลิเมตรปรอท โดยจะวัดจากการบีบตัวและคลายตัวของหัวใจ ซึ่งความดันโลหิตสูงจะหมายถึง ภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงความดันในเลือดสูงขึ้น ถ้าหากวัดค่าความดันได้ตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป จะเท่ากับว่าเรามีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามความดันโลหิตจะมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย ในปัจจุบันค่าความดันโลหิตที่ยอมรับได้ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ควรมีความดันต่ำกว่า 150/90 มิลลิเมตรปรอท ในขณะที่ผู้ที่อายุน้อยกว่า 60 ปี หรือผู้ป่วยเบาหวาน และผู้มีภาวะไตเสื่อม ควรมีค่าความดันโลหิตที่ต่ำกว่า 140/90 มิลลิเมตรปรอทนั่นเอง

อาการของผู้ป่วยความดันโลหิตสูง และวิธีการดูแลตัวเองอย่างถูกต้อง

สำหรับผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตสูงนั้น ส่วนใหญ่แล้วมักจะไม่มีอาการผิดปกติ แม้ว่าค่าความดันโลหิตที่ได้จะสูงถึงในระดับอันตรายก็ตาม แต่บางกรณีก็อาจจะมีอาการเวียนศีรษะ ตึงต้นคอ ใจสั่น อ่อนเพลีย ตาพร่ามัว หรือมีเลือดกำเดาไหล เป็นต้น แต่อาการเหล่านี้มักจะไม่เกิดขึ้นจนกว่าความดันโลหิตจะสูงจนถึงขั้นรุนแรง หรือเป็นอันตรายต่อชีวิตนั่นเอง ในส่วนของวิธีการดูแลตัวเองจะสามารถทำได้อย่างง่ายดาย ไม่ว่าจะเป็น

  • รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ รวมทั้งการหลีกเลี่ยงอาหารรสจัดโดยเฉพาะรสเค็ม
  • งดสูบบุหรี่และดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  • ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
  • ปรึกษาแพทย์เรื่องการรับประทานยา และปฏิบัติตามคำสั่งแพทย์ย่างเคร่งครัด

ต้องยอมรับเลยว่าความดันโลหิตสูงในปัจจุบันสามารถพบผู้ป่วยความดันโลหิตสูงได้มากยิ่งขึ้น และถึงแม้ว่าจะพบได้บ่อยในผู้ใหญ่ แต่เด็กก็จะมีความเสี่ยงเป็นความดันโลหิตสูงเช่นเดียวกัน ดังนั้นเราจำเป็นต้องดูแลตัวเองให้ดีที่สุด ด้วยการรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และที่สำคัญเราควรตรวจสุขภาพเป็นประจำ เพื่อหาโรคได้อย่างรวดเร็ว ช่วยป้องกันความเสี่ยงการเกิดโรคร้ายแรงได้มากที่สุด

Explore More

ความคาดหวังและความเป็นจริงในการรักษาปรับกระดูกครั้งแรก

การรักษาปรับกระดูก

การรักษาด้วยการปรับกระดูกเป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือกที่ได้รับความนิยมมากขึ้นในปัจจุบัน โดยเฉพาะสำหรับผู้ที่มีปัญหาเกี่ยวกับกระดูกและข้อต่อ อย่างไรก็ตาม หลายคนที่เข้ารับการรักษาครั้งแรกมักมีความคาดหวังที่อาจแตกต่างจากความเป็นจริง บทความนี้จะนำเสนอมุมมองเกี่ยวกับความคาดหวังและความเป็นจริงในการรักษาปรับกระดูกครั้งแรก เพื่อให้ผู้ที่กำลังพิจารณาเข้ารับการรักษาได้เข้าใจและเตรียมตัวอย่างเหมาะสม ความคาดหวังเรื่องการหายปวดทันที หลายคนมีความคาดหวังว่าการปรับกระดูกครั้งแรกจะสามารถบรรเทาอาการปวดได้ทันทีหลังการรักษา โดยเฉพาะผู้ที่ทนทุกข์กับอาการปวดเรื้อรังมานาน ความคาดหวังนี้อาจเกิดจากการได้ยินเรื่องราวความสำเร็จจากผู้อื่น หรือจากการโฆษณาที่อาจเน้นย้ำเฉพาะผลลัพธ์ที่ดี แต่ในความเป็นจริง การตอบสนองต่อการปรับกระดูกนั้นแตกต่างกันในแต่ละบุคคล บางคนอาจรู้สึกถึงการบรรเทาอาการปวดทันทีหลังการรักษา ในขณะที่บางคนอาจต้องใช้เวลาหลายครั้งของการรักษาจึงจะเห็นผล นอกจากนี้ บางรายอาจมีอาการปวดเพิ่มขึ้นชั่วคราวหลังการรักษาครั้งแรก ซึ่งเป็นปฏิกิริยาปกติของร่างกายที่กำลังปรับตัวต่อการเปลี่ยนแปลง ดังนั้น การเข้าใจว่าการรักษาเป็นกระบวนการต่อเนื่องจะช่วยให้มีความคาดหวังที่สมเหตุสมผลมากขึ้น ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับเสียง “กร๊อบ” ระหว่างการปรับ เสียง “กร๊อบ” ที่เกิดขึ้นระหว่างการปรับกระดูกเป็นสิ่งที่หลายคนคาดหวังและบางคนถึงกับเชื่อว่าหากไม่มีเสียงนี้ แสดงว่าการรักษาไม่ได้ผล ความเข้าใจผิดนี้อาจมาจากภาพยนตร์หรือสื่อต่างๆ ที่มักแสดงให้เห็นว่าการปรับกระดูกต้องมีเสียงดังกร๊อบเสมอ แต่ในความเป็นจริง

อย่ารอจนปวด: 7 วิธีดูแลสุขภาพกระดูกและข้อตั้งแต่วัยทำงาน

สุขภาพกระดูกและข้อต่อ

วัยทำงานเป็นช่วงที่เราต้องใช้ร่างกายอย่างหนัก ทั้งการทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานาน การแบกรับความเครียด และการมีวิถีชีวิตที่เร่งรีบ ซึ่งกิจกรรมเหล่านี้ล้วนส่งผลกระทบโดยตรงต่อ สุขภาพกระดูกและข้อต่อ ของเรา ปัญหาปวดหลัง ปวดคอ และข้อเสื่อมมักไม่ได้เกิดขึ้นในวัยเกษียณเท่านั้น แต่มีจุดเริ่มต้นจากการละเลยการดูแลตัวเองในวัยนี้ การป้องกันและสร้างความแข็งแกร่งตั้งแต่อายุยังน้อยจึงเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าที่สุด เพื่อให้คุณสามารถใช้ชีวิตได้อย่างมีคุณภาพและปราศจากอาการปวดไปจนถึงวัยชรา บทความนี้จะแนะนำวิธีดูแลกระดูกและข้ออย่างชาญฉลาดในชีวิตประจำวัน 1. ปรับสมดุลโภชนาการ: สร้างความแข็งแกร่งจากภายใน อาหารคือรากฐานของกระดูกที่แข็งแรง คุณควรให้ความสำคัญกับสารอาหารหลักเหล่านี้เป็นพิเศษ: 2. ออกกำลังกายแบบลงน้ำหนัก (Weight-Bearing Exercise) การออกกำลังกายที่ใช้การลงน้ำหนักไม่ได้หมายถึงการยกเวทหนัก ๆ เท่านั้น แต่คือกิจกรรมที่ร่างกายต้องรับน้ำหนักตัวเอง ซึ่งช่วยกระตุ้นการสร้างเซลล์กระดูกใหม่และเพิ่มความหนาแน่นของมวลกระดูก นอกจากนี้ การเสริมสร้างกล้ามเนื้อรอบข้อต่อ

ประโยชน์ของการรักษาด้วยไคโรแพรคติกจากมุมมองทางวิทยาศาสตร์

ประโยชน์ของการรักษาด้วยไคโรแพรคติก

การรักษาด้วยไคโรแพรคติกเป็นศาสตร์การบำบัดที่มุ่งเน้นความสัมพันธ์ระหว่างโครงสร้างของร่างกาย (โดยเฉพาะกระดูกสันหลัง) กับการทำงานของระบบประสาท โดยเชื่อว่าความผิดปกติของโครงสร้างร่างกายสามารถส่งผลต่อสุขภาพโดยรวม แม้ในอดีตการรักษาแบบไคโรแพรคติกอาจถูกมองว่าเป็นการรักษาทางเลือกที่ขาดหลักฐานทางวิทยาศาสตร์รองรับ แต่ในปัจจุบัน งานวิจัยทางการแพทย์จำนวนมากได้แสดงให้เห็นถึงประโยชน์ที่มีหลักฐานเชิงประจักษ์ของการรักษาด้วยวิธีนี้ บทความนี้จะนำเสนอประโยชน์ของการรักษาด้วยไคโรแพรคติกจากมุมมองทางวิทยาศาสตร์ที่มีงานวิจัยรองรับ การบรรเทาอาการปวดหลังและปวดคอ การรักษาด้วยไคโรแพรคติกได้รับการยอมรับอย่างกว้างขวางในการบำบัดอาการปวดหลังและปวดคอ โดยเฉพาะอย่างยิ่งอาการปวดหลังส่วนล่าง การศึกษาทางคลินิกหลายชิ้นได้แสดงให้เห็นว่าการจัดกระดูกสันหลัง (spinal manipulation) ซึ่งเป็นเทคนิคหลักของไคโรแพรคติก สามารถลดอาการปวดได้อย่างมีประสิทธิภาพ งานวิจัยที่ตีพิมพ์ในวารสาร Journal of the American Medical Association (JAMA) พบว่าการรักษาด้วยไคโรแพรคติกให้ผลลัพธ์ที่ดีในการบรรเทาอาการปวดหลังส่วนล่างเมื่อเทียบกับการใช้ยาแก้ปวดเพียงอย่างเดียว นอกจากนี้ งานวิจัยในวารสาร The Spine Journal