ดวงตา ถือว่าเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการใช้ชีวิตของคนเรามาก ๆ เพราะหากไม่มีดวงตาก็จะไม่สามารถมองเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ แน่นอนว่าเมื่อเป็นเช่นนี้ ปัญหาเกี่ยวกับดวงตาจึงเป็นสิ่งที่จะมองข้ามไปไม่ได้เลย เนื่องจากว่าหากเกิดอะไรขึ้นมาก็ไม่คุ้มกันเลยกับสิ่งที่ต้องเสียไป ด้วยเหตุนี้เองจึงจำเป็นที่จะต้องทำการตรวจสุขภาพดวงตาเป็นประจำทุก 1-2 ปี เพื่อให้สามารถทราบได้ว่าสุขภาพตาของเรานั้นเป็นอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 40 ปีขึ้นไปด้วยแล้ว ยิ่งต้องให้ความสำคัญกับเรื่องนี้ ซึ่งโรคเกี่ยวกับดวงตาที่พบได้บ่อย ก็คงหนีไม่พ้น โรคต้อ แล้วมีโรคต้อชนิดไหนบ้างที่พบได้บ่อย และต้องระวังไว้ มาทราบพร้อมกันในบทความนี้เลย

4 โรคต้อที่พบได้บ่อย และไม่ควรมองข้าม

1. ต้อกระจก

ต้อกระจก เป็นโรคเกี่ยวกับดวงตาที่เกิดจากการเสื่อมสภาพของเลนส์แก้วตาที่จะมีลักษณะขุ่นมัว เมื่อเป็นต้อกระจกแล้วก็จะทำให้ตาไม่สามารถสู้แสงได้ ทำให้มองเห็นภาพมัว หรือมีภาพซ้อนทับกัน โดยสาเหตุที่ทำให้เกิดเป็นต้อกระจกส่วนใหญ่แล้วก็จะเกิดขึ้นจากการที่มีอายุมากขึ้น หรือใช้ยาบางชนิด ซึ่งสามารถรักษาได้ด้วยการผ่าตัดเอาเลนส์ที่เป็นต้อกระจกออกไป เพื่อที่จะใส่เลนส์แก้วตาเทียมเข้าไปแทน

2. ต้อหิน

ต้อหิน เป็นโรคเกี่ยวกับดวงตา ที่เมื่อเป็นแล้วจะทำให้การมองเห็นแสงนั้นแคบลง จะมองไม่ชัดเมื่ออยู่ในที่สลัว ๆ โดยการเป็นต้อหินนั้นสามารถมีอาการได้แบบเฉียบพลัน เช่น คลื่นไส้ ตามัว ปวดตา ปวดหัว ซึ่งอาการเหล่านี้ก็สามารถเกิดขึ้นได้จากความดันลูกตาเพิ่มสูงมากขึ้น จนไปทำลายประสาทตา วิธีการรักษาก็สามารถทำได้แค่เพียงการประคับประคองไปเท่านั้น เช่น การทานยา

3. ต้อลม

ต้อลม เป็นโรคเกี่ยวกับดวงตา ที่จะมีเยื่อสีขาวหรือขาวเหลืองเกิดขึ้นที่ตาขาว เป็นบริเวณที่ใกล้กับกระจกตา โดยอาการของต้อลมนั้น ก็จะเป็นได้หลายอาการ เช่น ตาแห้ง ตาแดง คันตา แสบตา หรือระคายเคืองตา ซึ่งสาเหตุของการเกิดต้อลมก็มาจากการที่ดวงตาได้รับลม แสงแดด ควัน หรือฝุ่นเป็นเวลานานเกินไป จนทำให้เยื่อบุตาอักเสบได้ สามารถรักษาได้ด้วยการใช้น้ำตาเทียม หรือการใช้ยาหยอดตา

4. ต้อเนื้อ

ต้อเนื้อ จะเป็นโรคเกี่ยวกับดวงตาที่จะพบว่ามีเยื่อสีขาว หรือสีขาวเหลืองลามเข้าไปในบริเวณตาดำ โดยจะอยู่ในบริเวณกระจกตา อาการของต้อเนื้อก็จะมีหลายอาการ ไม่ว่าจะเป็น แสบตา เคืองตา ตาแห้ง หรือการมองเห็นโดนบดบังไป ซึ่งการเป็นต้อเนื้อก็เกิดขึ้นจากการเป็นต้อลมมาก่อน นั่นจึงทำให้เยื่อบุตาเสื่อมและหนาจนลามไปปิดตาดำนั่นเอง สามารถรักษาต้อเนื้อได้ด้วยการผ่าตัดลอกต้อออกไป แต่ถ้าเป็นน้อยก็สามารถรักษาได้ด้วยการใช้ยาหยอดตา

จากที่กล่าวมานี้ก็ทำให้ได้รู้แล้วว่า 4 โรคต้อเกี่ยวกับดวงตานั้นมีอะไรบ้าง โดยเป็นโรคที่สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน และสามารถพบได้บ่อย ทั้งนี้หากว่าไม่อยากให้สุขภาพดวงตาแย่ลง ก็พยายามตรวจสุขภาพดวงตาให้สม่ำเสมอ ซึ่งหากว่ามีความผิดปกติขึ้นที่ดวงตา ก็จะสามารถรักษาได้ทัน และจะไม่ลุกลามไปจนกระทั่งสูญเสียการมองเห็นไปนั่นเอง ดังนั้นสุขภาพดวงตาเป็นสิ่งที่มองข้ามไปไม่ได้เลยจริง ๆ 

Explore More

ไคโรแพรกติกกับการรักษาอาการปวดศีรษะจากต้นคอ: ทางเลือกที่ไม่ได้ใช้ยา

อาการปวดศีรษะจากต้นคอ

อาการปวดศีรษะเป็นปัญหาที่พบบ่อยในประชากรโลก โดยสาเหตุหนึ่งที่มักถูกมองข้ามคือ อาการปวดศีรษะจากต้นคอ (Cervicogenic Headache – CGH) ซึ่งเป็นความปวดที่เกิดจากความผิดปกติของข้อต่อ กล้ามเนื้อ และเส้นประสาทบริเวณกระดูกสันหลังส่วนคอ แทนที่จะรักษาด้วยยาแก้ปวดเพียงอย่างเดียว หลายคนกำลังหันมาสนใจ การรักษาแบบไคโรแพรกติก (Chiropractic Care) ในฐานะทางเลือกที่ไม่ต้องใช้ยา ซึ่งเน้นการแก้ไขที่ต้นตอของปัญหาโดยตรง ทำความรู้จัก: อาการปวดศีรษะจากต้นคอ (CGH) อาการปวดศีรษะชนิดนี้แตกต่างจากไมเกรนหรือปวดศีรษะจากความตึงเครียดทั่วไป โดยมีลักษณะเด่นดังนี้: สาเหตุหลักของ CGH มักมาจาก การจัดเรียงตัวที่ไม่เหมาะสม (Misalignment) ของกระดูกสันหลังส่วนบน (โดยเฉพาะกระดูกคอชิ้นที่ 1,

ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับไคโรแพรคติกในการรักษาอาการปวด

แพทย์ทางเลือกเพื่อบรรเทาอาการปวด

ไคโรแพรคติก (Chiropractic) เป็นศาสตร์การแพทย์ทางเลือกที่มุ่งเน้นการวินิจฉัยและรักษาความผิดปกติของระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกระดูกสันหลัง มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 125 ปี แต่ยังคงมีความเข้าใจผิดมากมายเกี่ยวกับวิธีการรักษาและประสิทธิภาพของไคโรแพรคติก โดยเฉพาะในการจัดการกับอาการปวด ในขณะที่หลายคนได้รับประโยชน์จากการรักษาแบบไคโรแพรคติก แต่ก็มีผู้ที่ยังคงสงสัยและมีความเข้าใจผิดเกี่ยวกับศาสตร์นี้ บทความนี้จะช่วยไขข้อข้องใจและแก้ไขความเข้าใจผิดที่พบบ่อยเกี่ยวกับไคโรแพรคติกในการรักษาอาการปวด เพื่อให้ผู้อ่านมีความเข้าใจที่ถูกต้องและสามารถตัดสินใจเลือกวิธีการรักษาที่เหมาะสมกับตนเองได้อย่างมีข้อมูลที่ครบถ้วน ความเข้าใจผิดที่ 1: ไคโรแพรคติกเป็นเพียงการ “ดัดกระดูก” ไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับ หนึ่งในความเข้าใจผิดที่พบบ่อยที่สุดคือการมองว่าไคโรแพรคติกเป็นเพียงการ “ดัดกระดูก” ที่ไม่มีหลักการทางวิทยาศาสตร์รองรับ แท้จริงแล้ว ไคโรแพรคติกเป็นศาสตร์ที่มีการศึกษาและวิจัยอย่างต่อเนื่อง โดยมีพื้นฐานมาจากกายวิภาคศาสตร์และสรีรวิทยาของร่างกายมนุษย์ นักไคโรแพรคติกที่ได้รับการรับรองต้องผ่านการศึกษาในระดับปริญญาเป็นเวลาหลายปี ซึ่งครอบคลุมวิชาทางการแพทย์พื้นฐานเช่นเดียวกับแพทย์แผนปัจจุบัน รวมถึงกายวิภาคศาสตร์ สรีรวิทยา พยาธิวิทยา และการตรวจวินิจฉัยทางคลินิก

ไขข้อสงสัย ความดันโลหิตสูงมีอาการอย่างไร และควรดูแลตัวเองอย่างไร?

High blood pressure

ทุกคนรู้จักค่าความดันโลหิตต่ำ และความดันโลหิตสูงหรือไม่ บางคนอาจจะมองว่าความดันโลหิตต่ำยังดีกว่าความดันโลหิตสูง แต่ความเป็นจริงแล้ว ไม่ว่าจะมีความดันโลหิตต่ำหรือสูง ก็ต่างมีความเสี่ยงต่อการเกิดโรคอื่น ๆ แทรกซ้อนได้เช่นเดียวกัน ที่จะนำไปสู่ปัญหาสุขภาพตามมาได้อย่างมากมาย แต่ในวันนี้จะมาพูดถึงความดันโลหิตสูง ที่จะมีอาการอย่างไรและมีวิธีการดูแลตัวเองหากเป็นความดันโลหิตสูงอย่างไรบ้างนั้น ไปดูกันเลย ความดันโลหิตสูงคืออะไร และมีลักษณะอย่างไร โดยปกติแล้วค่าของความดันโลหิตจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 120/80 มิลลิเมตรปรอท โดยจะวัดจากการบีบตัวและคลายตัวของหัวใจ ซึ่งความดันโลหิตสูงจะหมายถึง ภาวะที่มีการเปลี่ยนแปลงความดันในเลือดสูงขึ้น ถ้าหากวัดค่าความดันได้ตั้งแต่ 140/90 มิลลิเมตรปรอทขึ้นไป จะเท่ากับว่าเรามีโอกาสเป็นความดันโลหิตสูงนั่นเอง แต่อย่างไรก็ตามความดันโลหิตจะมีความแตกต่างกันในแต่ละช่วงวัย ในปัจจุบันค่าความดันโลหิตที่ยอมรับได้ในผู้ที่มีอายุมากกว่า 60 ปี ควรมีความดันต่ำกว่า 150/90